วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่17 วันศุกร์ที่3พฤษภาคม2562

บันทึกอนุทินครั้งที่17

วันศุกร์ที่3พฤษภาคม2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



วันนี้เป็นวัดปิดคอร์สแล้วนะวันนี้กลุ่มของพวกเรามีเมนูไข่ตุ๋นแกงจืดหมูสับฟักแล้ว
ก็อาหารว่างอร่อยมากๆเลยวันนี้อิ่มแล้วก็ได้ความรู้ด้วย


นี่ไงเมนูกลุ่มเราน่ากินใชาไหม
ล่าแล้วปี1บายย

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่16 วันศุกร์ที่26เมษายน 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่16

วันศุกร์ที่26เมษายน 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


วันนี้เรียนเรื่องหลักการจัดเตรียมอาหารที่เหมาะกับเด็กปฐมวัย



เด็กเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต เป็นวัยที่มีการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนมีกิจกรรมการเล่น หรือการออกกำลังกายสูงกว่าวัยอื่น ๆ ร่างกายจึงมีความต้องการสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณสูง การมีโภชนาการที่ดีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในวัยนี้ จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

    โภชนาการที่เหมาะสม นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อย เพราะในช่วงขวบปีแรก เด็กจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมอง ยังเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนถึงอายุ 2 ขวบ อาหารสำหรับเด็กวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นการวางรากฐานชีวิตที่ดีสำหรับเด็ก ทั้งในขณะที่อยู่ในวัยนี้ และระยะต่อไป

    การขาดอาหารในระยะนี้ จะส่งผลให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ด้อยลง การเจริญเติบโตชะงัก ทำให้ร่างกายแคระแกรน ไม่แข็งแรง เจ็บป่วย และติดเชื้อง่าย มีอัตราการเสียชีวิตสูง พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารอย่างถูกต้อง และเพียงพอกับความต้องการตามวัยด้วย

     อาหารที่เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 4-5 ปี) ควรได้รับในแต่ละวัน
     หมวดข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว และแป้ง เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญซึ่งร่างกายควรได้รับวันละ 6 ทัพพี เด็กก่อนวัยเรียนเริ่มอยากกินอาหารของผู้ใหญ่ ชอบข้าวสวยนิ่ม ๆ มากกว่าข้าวต้ม คุณแม่เสริ์ฟพร้อมแกงจืดเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กกลืนง่ายขึ้น

     ผักใบเขียว และผักอื่น ๆ เด็กมักจะชอบผักที่มีสีสรรดึงดูดสายตา เช่น แครอท เมล็ดถั่วลันเตา หรือผักบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาว ซึ่งเมื่อต้มสุกจะนิ่มและมีรสหวาน ในปริมาณวันละ 3 ทัพพี หรืออาจจะเป็น 1 ทัพพีในแต่ละมื้อ

     ผลไม้ คุณแม่ควรให้ลูกได้เลือกรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล ในปริมาณ 2 ส่วน (1 ส่วนของผลไม้แต่ละชนิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้มเขียวหวาน 1 ผลกลาง มะม่วงสุกครึ่งผลเล็ก มะละกอสุก 6 ชิ้นพอคำ) เพื่อช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซี วิตามินเอ ใยอาหาร น้ำผลไม้ควรจำกัดปริมาณ เมื่อดื่มให้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ (120 มิลลิลิตร คิดเท่ากับผลไม้ 1 ส่วน)

     นม เด็กควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ควรเลือกนมชนิดจืด เพื่อฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติ ถ้าเด็กปฏิเสธการดื่มนม อาจลองอาหารธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งต้องกินกับนม หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น โยเกิร์ต ชีส เป็นต้น นม 1 แก้วของเด็กก่อนวัยเรียน ขนาด 180 มิลลิลิตร หรือชีสขนาด 50-60 กรัม หรือโยเกิร์ต 3/4 ถ้วยตวง และหลังจากที่เด็กอายุ 2 ขวบไปแล้ว อาจเลือกผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย
     ไขมัน ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ลดปริมาณของทอด หรือของมัน ให้ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมัน หรือถ้าเป็นขนมที่มีไขมันมาก ของว่างที่ผลิตจากโรงงานอาหารควรอ่านฉลาก

บันทึกอนุทินครั้งที่15 วันศุกร์ที่19เมษายน 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่15

วันศุกร์ที่19เมษายน 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้เรียนเรื่องอาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก



ชนิดอาหารที่ควรเลือกให้เด็กวัยเรียนรับประทาน ประกอบด้วย

อาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์
เป็นสารอาหารที่ให้โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และฮอร์โมน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก ควรได้รับไข่เป็ดไข่ไก่วันละ 1 ฟองทุกวัน และควรให้อาหารทะเล เครื่องในสัตว์สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ถั่วเมล็ดแห้ง
เด็กวัยเรียนควรรับประทานถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ เพราะถั่วเมล็ดแห้งมีโปรตีน แคลเซียม และวิตามินบีสองมาก
นมสด
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนและแคลอรีสูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรดื่มนมทุกวัน
ข้าว หรือแป้งต่าง ๆ
ควรจัดให้เด็กในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือกินในรูปของขนมบ้าง โดยเลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะวิตามินและแร่ธาตุมาก
ผักใบเขียวและผักสีเหลือง
ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน
ผลไม้สด
เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินซี เด็กควรได้รับผลไม้ทุกวัน และเลือกชนิดให้หลากหลายตามฤดูกาล
ไขมันหรือน้ำมันพืช
เป็นแหล่งที่ดีของพลังงาน และช่วยให้วิตามินที่ละลายในน้ำมัน สามารถดูดซึมได้ดีขึ้น ควรเลือกน้ำมันพืช เพื่อใช้ในการประกอบอาหารให้แก่เด็ก เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว เป็นต้น
น้ำ
ควรให้เด็กบริโภคน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน
ปริมาณอาหารที่แนะนำให้บริโภคใน 1 วัน สำหรับเด็กวัยเรียน
ปริมาณอาหารที่แนะนำให้บริโภคใน 1 วัน สำหรับเด็กวัยเรียน
สำหรับเด็กอายุ 6-9 ปี จำเป็นต้องได้อาหารดังนี้
·         ข้าวและธัญพืช: 3ถ้วยตวง (6 ทัพพี)     
·         ผักใบเขียวและผักอื่น: ¾ – 1 ถ้วยตวง
·         ผลไม้: มื้อละ 1 ส่วน
·         เนื้อสัตว์สุก: 5-6 ช้อนโต๊ะ
·         นมและผลิตภัณฑ์: 1-2 แก้ว
·         ไข่: 1 ฟอง
·         น้ำมัน กะทิ: 1-2 ช้อนโต๊ะ
สำหรับเด็กอายุ 10-12 ปี จำเป็นต้องได้อาหารดังนี้
·         ข้าวและธัญพืช: 3ถ้วยตวง (6 ทัพพี)
·         ผักใบเขียวและผักอื่น: 1 ถ้วยตวง
·         ผลไม้: มื้อละ 1 ส่วน
·         เนื้อสัตว์สุก: 6-7 ช้อนโต๊ะ
·         นมและผลิตภัณฑ์: 1-2 แก้ว
·         ไข่: 1 ฟอง
·         น้ำมัน กะทิ: 1-2 ช้อนโต๊ะ

บันทึกอนุทินครั้งที่14 วันศุกร์ที่12มีนาคม 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่14

วันศุกร์ที่12เมษายน 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้เป็นวันหยุดวันสงกรานต์


บันทึกอนุทินครั้งที่13 วันศุกร์ที่5เมษายน 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่13

วันศุกร์ที่5เมษายน 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

เนื่องจากวันนี้ฉันติดกิจกรรมประกวดเทพีสงกรานต์จึงไปเข้าเรียนและนำเสนอ
งานที่ไปสัมภาษณ์


เป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของหลายๆคุณครูแชร์ประสบการณ์ความรู้ที่หลากหลายให้เพื่อนๆได้ฟัง

บันทึกอนุทินครั้งที่12 วันศุกร์ที่29มีนาคม 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่12

วันศุกร์ที่29มีนาคม 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


สัมภาษณ์ครูที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยาคม
วันนี้อาจารย์ให้ไปสัมภาษณ์ครูกลุ่มของพวกเราไปสัมภาษณ์ครูที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยาไปเจอรุ่นพี่ที่เรียนราชภัฎจันทรเกษมรุ่นแรกคุณครูที่นั้นน่ารักมากเป็นกันเองสอบถามได้สบายใจ


อันนี้คือเอกสารเดินทาง




ถ่ายรูปกับครู

บันทึกอนุทินครั้งที่11 วันศุกร์ที่22มีนาคม 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่11

วันศุกร์ที่22มีนาคม 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้อาจารย์ให้นำเสนองานเรื่องที่สนใจมา1อย่าง
เรื่องช่วยลูกวันเตาะแตะเสริมทักษะรอบด้าน

1. สมาธิดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์พัฒนาการและการเรียนรู้ รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ ให้คำแนะนำในการฝึกสมาธิลูกวัยเตาะแตะ ดังนี้
การหมั่นฝึกสมาธิในเด็กตั้งแต่ยังเล็กนั้น จะส่งผลดีมากเมื่อลูกน้อยโตขึ้น  เพราะการมีสมาธิจะช่วยให้เกิดกระบวนการทางสติปัญญาในการต่อยอด  การใช้ชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน หรือการทำกิจกรรม เช่น เล่นดนตรี วาดรูป ก็ต้องใช้สมาธิในการจดจ่อสนใจ หรือแม้แต่การอยู่ในสังคมก็ต้องมีสมาธิด้วยเช่นกัน เพราะถ้าลูกไม่มีสมาธิจะรอคอยไม่ได้ ไม่รู้เวลา
เมื่อถึงวัยเข้าเรียนก็จะไม่สนใจชั้นเรียน เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้  ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าลูกน้อยยังอายุไม่เกิน 2 ขวบ ไม่ควรให้ลูก เล่นเกมไม่ว่าจะเป็นเกมจากมือถือ  เกมจากคอมพิวเตอร์  หรือดูทีวี เพราะจะรบกวนการพัฒนาทางสติปัญญา การพัฒนาสติปัญญาและสมาธิที่ดีของลูก  ควรจะเกิดจากการมีความรัก  ความเข้าใจ  การโอบกอด  สัมผัสระหว่างพ่อแม่ลูก  การได้ทำกิจกรรมร่วมกันจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีต่อไปค่ะ
วัยเตาะแตะ, การเลี้ยงดูลูกวัยเตาะแตะ, เสริมทักษะให้ลูกวัยเตาะแตะ

2. ด้านการช่วยเหลือตัวเอง

แม้ว่าลูกจะยังอยู่ใน วัยเตาะแตะ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้โอกาสให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ บ้าง เช่น  ตักข้าวกินเอง  แต่งตัวเอง อาบน้ำเอง เป็นต้น  แม้ลูกอาจจะทำได้ไม่ดีนัก คุณแม่ต้องค่อย ๆ ฝึกฝนไปทีละน้อย  เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะฝึกความคิด การตัดสินใจ การลงมือทำแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกเมื่อเขาทำสำเร็จ  โดยพ่อแม่ควรบอกสอนหรือจับมือทำ เมื่อเด็กทำได้ควรปล่อยให้เด็กทำเองได้เพิ่มขึ้น และให้คำชมเชย เป็นกำลังใจแก่เด็ก ฝึกฝนซ้ำ ๆ จนเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด

วัยเตาะแตะ, การเลี้ยงดูลูกวัยเตาะแตะ, เสริมทักษะให้ลูกวัยเตาะแตะ

3. ด้านอารมณ์

พ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักอดกลั้น รอคอย และแสดงอารมณ์ออกอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการปรับตัวในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมต่อไป โดยพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง   ไม่ยั่วยุเด็กให้อารมณ์เสียบ่อย ๆ พ่อแม่ควรให้ความสนใจพฤติกรรมที่ดีที่เหมาะสมของเด็ก เช่น พูดเพราะ มีน้ำใจ และชมเชย เพื่อให้ลูกรู้ว่า เขาควรมีพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์อย่างไร ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ถูกขัดใจ แล้ว ลูกร้องไห้อาละวาด พ่อแม่ไม่ควรใส่ใจ เมื่อลูกอารมณ์สงบลง พ่อแม่ควรพูดเตือนไม่ให้ทำอย่างนั้นอีก

วัยเตาะแตะ, การเลี้ยงดูลูกวัยเตาะแตะ, เสริมทักษะให้ลูกวัยเตาะแตะ

4. ด้านความมั่นใจในตนเอง

การสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกนั้น  แม้ว่าเขาจะอยู่ในวัยเตาะแตะ ลูกต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ในการสร้างความรู้สึกนี้ พ่อแม่ต้องให้สิ่งเหล่านี้กับเด็ก
-  การให้ความรักและความอบอุ่นแก่ลูกอย่างที่ลูกเป็น  โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่ต้องการสำหรับพ่อแม่  พ่อแม่ยอมรับในตัวเขา หากปฏิบัติเช่นนี้ลูกจะมีความรู้สึกดีต่อตัวเอง เขาจึงมั่นใจในตัวเอง พอใจตัวเองอย่างที่เป็น
-  เมื่อลูกทำสิ่งดี ๆ หรือทำอะไรได้  สิ่งที่พ่อแม่ควรทำมากที่สุด คือ คำชมค่ะ  เพราะคำชมจะทำให้ลูกรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่เขาทำ มีความภาคภูมิใจ และอยากทำดีต่อไป ที่สำคัญควรให้คำชมในขณะที่ลูกทำพฤติกรรมนั้นหรือหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อให้ลูกได้รู้สึกถึงความพอใจจากการทำพฤติกรรมนั้น
-  อย่าตำหนิรุนแรงหรือ ลงโทษลูก เมื่อเด็กทำผิดพลาด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ควรพูดกับเด็กดี ๆ แบบมีเหตุผล ถ้าเด็กทำผิดโดยไม่ตั้งใจ พ่อแม่ควรแนะนำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ช่วยเด็กทำ แก้ไขข้อผิดพลาด ถ้าเด็กทำผิดโดยตั้งใจ ควรหาสาเหตุว่าทำไมเด็กทำเช่นนั้น เช่น เด็กโกรธจึงทำลงไป การแก้ที่ต้นเหตุจะเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลดีที่สุด การตำหนิเด็กอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง จะให้ผลร้ายกับจิตใจเด็ก ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง
-  อย่าให้ลูกทำงานหรือทำสิ่งต่าง ๆ ที่ยากเกินความสามารถของเขา การทำอะไรแล้วสำเร็จจะเสริมความมั่นใจในตัวเด็กเองอย่างมาก การให้งานที่ยากเกินไป เมื่อลูกทำไม่ได้ จะรู้สึกเสียกำลังใจ และถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ สุดท้ายลูกจะไม่มั่นใจในตัวเอง นอกจากนี้ การคาดหวังเด็กมากเกินความสามารถของเขา เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ ทำให้เด็กหมดหวังท้อแท้ใจ ฉะนั้นพ่อแม่ควรยอมรับในความสามารถของเด็กอย่างที่เขามี
-  เน้นให้เด็กมีประสบการณ์ชีวิตด้วยตนเอง การให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ทำให้เขาเป็นคนเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยตรง ให้เขาลองผิดลองถูก ทดลองทำดู ผิดบ้างก็ถือเป็นการเรียนรู้  พอเด็กโตขึ้นจะเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ มั่นใจ เวลาจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรให้รู้เหตุผล ไม่ใช่ทำตามคนอื่นไปเรื่อย ๆ  ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ทำให้มีความคล่องตัว มีอิสระของชีวิตสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตัวเอง เอาตัวรอดได้
วัยเตาะแตะ, การเลี้ยงดูลูกวัยเตาะแตะ, เสริมทักษะให้ลูกวัยเตาะแตะ

5. ส่งเสริมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย

-  การเล่นหรือ การออกกำลังกาย กลางแจ้งเป็นสิ่งที่จำเป็น ลูกจะได้รับอากาศ แสงแดด สัมผัสกับดินฟ้าอากาศแล้ว การเล่นวิ่ง กระโดด ปีนป่าย แกว่งไกว ฯลฯ จะกระตุ้นเซลส์ประสาท กล้ามเนื้อ กระดูก การสัมผัสช่วยให้เด็กมีการทรงตัวให้ดีขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น
-  การเล่นของเด็กวัย 3-6 ปี จะเล่นรวมกลุ่มกับเด็กอื่น มีสมาชิกของกลุ่มเป็นผู้นำและผู้ตามชั่วคราว เล่นบทบาทสมมติซึ่งเด็กมักเลียนแบบจากสิ่งที่ได้เห็น เช่น ชีวิตในบ้าน หรือโรงเรียน  เด็กอาจมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเล่น เช่น ใบไม้แทนเงิน ลูกปัดแทนสตางค์ ตุ๊กตาเป็นน้องหรือนักเรียน เป็นต้น
-  การเลือกของเล่นให้ลูก ควรจะต้องคำนึงถึงระดับอายุและความชอบของเด็ก ของเล่นบางชนิด อาจจะเหมาะกับเด็กคนหนึ่งแต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กอื่น เด็กส่วนใหญ่จะไม่สนใจของเล่นที่ยากเกินไป ฉะนั้นควรเริ่มต้นจากการเล่นง่าย ๆ ก่อน ค่อยเปลี่ยนเป็นยากขึ้นโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ
-  ของเล่นสำหรับเด็กวัยเตาแตะ เช่น กระบะทราย กะละมัง ถังน้ำ พลั่วตักทราย กระดาษวาดรูประบายสี ดินน้ำมัน กรรไกรตัดกระดาษ ลูกปัดสีต่าง ๆ หุ่นเชิด บ้านตุ๊กตา  ดนตรี กลองตีเล็ก ๆ ชิงช้า ไม้ลื่น เป็นต้น

บันทึกอนุทินครั้งที่10 วันศุกร์ที่15มีนาคม 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่10

วันศุกร์ที่15มีนาคม 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด









วันนนี้เรียนเกี่ยวกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเด็ก




การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งปลูกฝังด้านปัญญา พัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนให้มีความ สามารถในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และมุ่งพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ โดยการปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาขัดแย้งทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

บันทึกอนุทินครั้งที่9 วันศุกร์ที่8มีนาคม 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่9

วันศุกร์ที่8มีนาคม 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด




วันนี้เป็นวันสอบจ้าสอบที่โรงเรียนสาธิต


บันทึกอนุทินครั้งที่8 วันศุกร์ที่26กุมภาพันธ์ 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่8

  • วันศุกร์ที่26กุมภาพันธ์-4มีนาคม 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด






วันนี้เป็นวันสอบกลางภาค


บันทึกอนุทินครั้งที่7

วันศุกร์ที่22กุมภาพันธ์ 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด





วันนี้เรียนเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย


1.การสร้างความผูกพันรักใคร่   เป็นพื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู   พ่อ – แม่  ผู้ปกครองจะต้องเริ่มสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดขึ้น   ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในวัยแรกเกิด  พ่อแม่   ผู้ปกครองได้สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน   อุ้มอย่างทะนุถนอม   เลี้ยงดูเอาใจใส่ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็ก  ดูแลความสุขสบายต่าง ๆ  พูดคุยกับเด็กด้วยเสียงที่นุ่มนวล  เป็นต้น   สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้การอบรมในวัยเด็กได้ผลดี   อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดกับเด็กอีกด้วย
 2.   ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก   เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ   เมื่อเด็กได้กระทำพฤติกรรมที่พึงปรารถนา   จะมีการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน   เช่น  ความรัก  ความสนใจ  คำชมเชย  ซึ่งจะทำให้การกระทำนั้น ๆ เกิดขึ้นอีก
 3.   พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม   ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม   และถูกต้อง
 4.   การควบคุมสิ่งแวดล้อม   พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์   เช่น  การจัดให้เล่นเกมเพื่อเด็กจะได้รู้จักกฎเกณฑ์  และการรู้แพ้รู้ชนะ   การจัดหาหนังสือที่มีประโยชน์อ่านให้เด็กฟัง   เพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่าน  เป็นต้น
  5.   วิธีการตอบสนองกลับ  เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดเพื่อแสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวกและทางลบ  เมื่อเด็กมีปัญหาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตัดสินใจฟังเด็กว่ากำลังพูดอะไร  เมื่อเด็กพูดจบพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสะท้อนความรู้สึกที่เด็กได้แสดงออกกลับไป   ด้วยคำพูดของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง   ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับและมีคุณค่า   อันจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กเข้าใจได้ตรงกัน

บันทึกอนุทินครั้งที่6 วันศุกร์ที่15กุมภาพันธ์ 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่6

วันศุกร์ที่15กุมภาพันธ์ 2562

เวลาเรียน 11:30-14:30น.

รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูนเคลื่อนไหว



วันนี้อาจารย์ให้ส่งมายแมพย่อสรุปแนวคิดนักทฤษฏีแต่คนมาส่ง








และเรียนเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
การอบรมเลี้ยงดูเด็ก หมายถึง การที่บิดา มารดา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการเลี้ยงดูเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้เจริญเติบโต และมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งผู้อบรมต้องอบรมด้วยความรัก ความเข้าใจ และปรับวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม ให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นคนดี สามารถเผชิญกับสภาพการณ์ของสังคม และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

บันทึกอนุทินครั้งที่17 วันศุกร์ที่3พฤษภาคม2562

บันทึกอนุทินครั้งที่17 วันศุกร์ที่3พฤษภาคม2562 เวลาเรียน 11:30-14:30น. รต.กฤตณ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด วันนี้เป็นวัดปิดคอร์สแล้วนะวันน...